Welcome to Wilkins official website

9 เหตุผลที่ควรเลือก NIKE มากกว่า ADIDAS

RSS
9 เหตุผลที่ควรเลือก NIKE มากกว่า ADIDAS

แอดมินได้เคยพูดถึงเหตุผลที่ควรเลือก ADIDAS มากกว่า NIKE ไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุผลที่ควรเลือก NIKE มากกว่า ADIDAS กันบ้างล่ะ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันไปเลย!

เราไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่า ADIDAS นั้นมีการวางแผนการตลาดที่ดีมากๆในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนอาจทำให้ใครหลายๆคนเชื่อว่า ADIDAS นั้นเป็นที่สุดในวงการรองเท้า และแซงหน้าแบรนด์ดังจากอเมริกาอย่าง NIKE ไปแล้ว ซึ่งอาจจะไม่จริงทั้งหมด เพราะอะไร เรามาดูกัน

อาจพูดได้ว่า NIKE ยังคงเป็นแบรนด์อันดับหนึ่ง เนื่องจากครองตลาดรองเท้าบาสเกตบอลถึง 95% ในอเมริกา (จัดอันดับโดย Forbes) และมีแนวโน้มว่ายังคงเป็นผู้นำต่อไปในอนาคต และนี่คือ 9 เหตุผลที่ควรเลือก NIKE มากกว่า ADIDAS

     1. NIKE มีโลโก้ที่ทรงพลังมากที่สุด

    โลโก้ของ NIKE นั้นออกแบบโดยนักศึกษาชื่อว่า Carolyn Davidson โดยมีแรงบันดาลใจจากรูปทรงของรองเท้า NIKE ที่ดูเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และเป็นสัญลักษณ์แทนปีกเทพธิดาแห่งชัยชนะของกรีกที่ชื่อว่า Nike นั่นเอง ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ง่ายๆ แต่ดูดีบนสินค้าทุกๆตัว ไม่ว่าจะเป็น รองเท้า เสื้อผ้า และสินค้าอื่นๆ ของ NIKE นอกจากจะติดตา ดูดี แถมยังมีความหมายขนาดนี้ ก็ชนะไปสิฮะ

         2. เริ่มจากการรักสุขภาพ

      คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันในวงการรองเท้า มุ่งเน้นเรื่องรองเท้าวิ่งเป็นหลักแม้กระทั่งในอเมริกา และ NIKE เองก็เริ่มจากการผลิตรองเท้าสำหรับวิ่ง และไม่ใช่แค่วิ่งในลู่เท่านั้น Bill Bowerman ผู้ก่อตั้งร่วมของ NIKE เล็งเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายโดยการวิ่งเหยาะๆ หรือ จ็อกกิ้ง ในช่วงปี 1960 และตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาในปี ค.ศ. 1966 ความคิดของเขานำไปสู่การออกแบบรองเท้าวิ่งรุ่น Cortez ในปี ค.ศ. 1968 นั่นเอง

           3. NIKE มี Michael Jordan

      นอกจากการผลิตรองเท้าวิ่งแล้ว พูดถึง NIKE ก็ต้องนึกถึงบาสเกตบอล และพอพูดถึงบาสเกตบอลก็ต้องนึกถึง Michael Jordan แม้ว่า ADIDAS เองก็ทำรองเท้าบาสเกตบอลออกมาก่อนหน้านั้นสัก 10 ปีแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่ดังเท่า เพราะชื่อเสียงของ Jordan จากท่ากระโดดชู้ตบาสลงห่วง ที่เรียกว่า “slam dunks” จนได้ฉายาเรื่องความตัวเบา และทำให้รองเท้าผ้าใบของ NIKE กลายเป็นแฟชั่นยอดฮิต และมีรองเท้ารุ่น Nike Air Jordan ออกมา ด้วยสาเหตุนี้เลยเกิดเป็นค่านิยมรองเท้า NIKE ดังไปทั่วโลก ว่าใส่แล้วเบาสบาย กระโดดได้สูงเหมือน Jordan แหม สมัยเด็กๆ แอดมินก็คิดแบบนี้เหมือนกันฮะ

           4. ใครจะไม่รู้จักหนังเรื่อง Back to the Future กันล่ะ

      พระเอกของหนังเรื่องนี้ใส่รองเท้า NIKE สุดเท่นั่นเองฮะ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ตัวอย่างการนำเสนอสินค้าที่ดี แต่เป็นการวางหมากด้านการตลาดที่ชาญฉลาดที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยก็ว่าได้ หนึ่ง คือการปรากฏตัวของรองเท้ารุ่น Nike Bruin ในหนังภาค 1 ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 1985 ซึ่งในตอนนั้นหนังเป็นที่โด่งดังในหมู่วัยรุ่นมาก สอง คือการจินตนาการว่าอีก 30 ปีข้างหน้ารองเท้าผ้าใบจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร และเป็นการปรากฏตัวของ Nike Mag ในภาค 2 นั่นเอง และสาม สุดท้ายเจ้ารองเท้าอัจฉริยะที่รัดเชือกรองเท้าเองได้นั้นก็ถูกผลิตขึ้นมาจริงๆ ซึ่งยังไม่มีแบรนด์ไหนที่มาได้ไกลขนาดนี้มาก่อน

           5. เจ้าแห่งวงการบาสเกตบอล

      ไม่ใช่แค่เพราะความดังของนักกีฬาอย่าง Michael Jordan, Lebron James หรือ Kevin Durant เท่านั้น แต่ปัจจุบัน NIKE เป็นผู้ครองตลาดรองเท้าบาสเกตบอลที่ทรงอิทธิพล โดยมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 95% ในอเมริกา แม้ว่า ADIDAS เองกำลังพยายามเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดนี้อยู่ก็ตาม คงต้องยอมรับว่า NIKE เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างแท้จริง

           6. รู้จักเชื่อมโยงกับองค์กรอื่นๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

      แม้ว่าเราจะเห็นการร่วมมือกันของหลายๆ แบรนด์ย้อนไปตั้งแต่ช่วงยุค 1970 แต่รู้ไหมว่า NIKE นี่แหละ ที่เป็นผู้เริ่มต้นเกมการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ ตัวอย่างเช่น รองเท้ารุ่น Wu-Tang Clan X Nike Dunk High, Stüssy X Nike, Nike SB รวมถึง Supreme Dunks ก็ด้วย เก่งไหมล่ะ

           7. เป็นผู้คิดค้นรุ่น limited edition ที่เรียกว่า Retros

      เมื่อมีรองเท้ารุ่นใหม่ออกมา รุ่นเก่าก็เป็นอันตกกระป๋องไป ต้องขอบคุณตัวแทนขายปลีกในตอนนั้น ที่ทำให้ NIKE ได้เล็งเห็นถึงการนำรองเท้ารุ่นเก่าอย่าง Air Force 1 มาเปิดตัวใหม่ในรูปแบบของ limited edition ที่ชื่อว่า “Color of the Month” และทำให้ขายดิบขายดี คงเพราะทำให้แฟนๆ ได้ระลึกถึงวันเวลาเก่าๆ กันอีกครั้ง

           8. ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดัง

      นอกเหนือจากดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง Tinker Hatfield แล้ว ยังมีดีไซเนอร์ดังๆ อีกมากมายที่เป็นจุดเริ่มต้นของค่านิยมการใส่รองเท้าผ้าใบ เช่น Bruce Kilgor (ผู้ออกแบบ Air Force 1), Sergio Lozano (ผู้ออกแบบ Air Max 95), Eric Avar (ผู้ออกแบบ Air Foamposite One) หรือแม้กระทั้งน้องชายของ Tinker เอง อย่าง Tobie Hatfield (ผู้ออกแบบ Nike Free) และอีกคนที่ควรกล่าวถึงก็คือ Hiroshi Fujiwara ถึงว่าล่ะ รองเท้าแต่ละรุ่นที่ออกมานั้นเลยโดนใจคนทั่วโลกก็เพราะแบบนี้

           9. ก็โฆษณาของเขาน่ะ เจ๋งที่สุดไงล่ะ

      การตลาดที่ดีเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่งของ NIKE ลองย้อนกลับไปดูแต่ละโฆษณาที่เขาทำออกมาสิ มีทุกสไตล์ มีทั้งแนววินเทจไปจนแนวคลาสสิกตลอดกาลอย่าง “Bo Knows” ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในเวลาอันรวดเร็ว และยังโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้

      โพสต์ก่อนหน้า โพสต์ถัดไป

      • Songladda Rungsriruang
      Comments 0
      แสดงความคิดเห็น
      ชื่อ*
      Email*
      ความคิดเห็น *
      * กรุณากรอกให้ครบ