อยากรู้ต้องอ่าน “ต้นทุน”รองเท้าคู่โปรดที่ใส่อยู่ จริงๆแล้วกี่บาท

อยากรู้ต้องอ่าน “ต้นทุน”รองเท้าคู่โปรดที่ใส่อยู่ จริงๆแล้วกี่บาท

April 05, 2017

สมัยนี้รองเท้าผ้าใบแต่ละรุ่นที่ออกมา แพงขึ้นทุกวันๆ คู่หนึ่งก็หลายพันบาท บาดทั้งกระเป๋า บาดทั้งใจ รองเท้าอะไรจะแพงขนาดนั้น แล้วเคยสงสัยกันไหมฮะ ว่าต้นทุนการผลิตเจ้ารองเท้าพวกนี้ แท้จริงแล้วมันเท่าไรกันแน่

เอาจริงๆ แม้หลายๆ คนจะแอบคิดอยู่ในใจ แต่ก็ไม่เคยมีใครมานั่งสืบเรื่องนี้อย่างจริงจังสักที ทั้งๆ ที่ข้อมูลการผลิตพวกนี้ก็หาไม่ยากเลยถ้าอยากรู้ ก่อนหน้านี้เคยมีนักข่าวคนหนึ่งชื่อ Matthew Kish เขียนไว้ในวารสาร Portland Business เมื่อปี 2014 เกี่ยวกับต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตรองเท้าที่ขายคู่ละ $100 เอาไว้ด้วย

แต่วันนี้เราจะมาเจาะลึกในรายละเอียดของรองเท้าแต่ละรุ่นไปเลยฮะ ว่ามีต้นทุนอะไรบ้าง เท่าไรกันแน่ แล้วแต่ละแบรนด์ได้ผลประโยชน์อะไรยังไงกันบ้างจากการขายรองเท้าคู่หนึ่ง ถ้าเพื่อนๆ อ่านจบละก็ จะรู้เลยว่าต้นทุนการผลิตที่ออกมาจากโรงงานนี้มันเป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆ เท่านั้นเองฮะ แอบใบ้ให้นิดนึงว่า มีราคาของ Yeezy Boost 750 ด้วยล่ะ ซึ่งราคาที่แอดมินสืบมา(จากคนอื่นอีกที) เป็นราคาที่ถือว่าแม่นยำประมาณ 95% และเป็นราคาจากโรงงาน หรือราคา FOB (freight-on-board) คือเป็นราคาจากแหล่งผลิตก่อนเอาขึ้นเรือเพื่อส่งออกเลยล่ะฮะ

(ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นราคา FOB อ้างจากเดือน มกราคม ถึง พฤษภาคม ปี 2016)

หมายเหตุ: $1 เท่ากับประมาณ 35 บาท

รองเท้าที่ถูกเลือกมาในวันนี้มีทั้งหมด 22 รุ่น จากแบรนด์ ADIDAS, ASICS และ NIKE เพราะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เปิดเผยข้อมูลให้เราได้ไปสืบกัน (แฟนๆ แบรนด์อื่นอย่าได้น้อยใจไปนะฮะ) ซึ่งตามความเป็นจริงในรุ่นเดียวกัน แต่คนละสี คนละไซส์ ราคาก็ไม่เท่ากันด้วย ละเอียดยิบๆ แต่เอาเป็นว่าประเมินเป็นราคาเฉลี่ยมาตรฐานของแต่ละรุ่นก็แล้วกันนะฮะ

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ถ้ารองเท้าราคา $100 (3,500 บาท) มีต้นทุนการผลิตแค่ $18 (630 บาท) แล้วเงินที่เหลือหายไปไหนหมดล่ะ? อย่าเพิ่งตกใจไปว่า ทำไมแบรนด์ถึงขูดรีดเราขนาดนี้ เพราะนี่แค่ เปรียบเทียบต้นทุนการผลิต กับราคาขายเฉยๆฮะ หลังออกจากโรงงาน ก็มีค่าอื่นๆให้เสียอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่ง ค่าประกันสินค้า (เผื่อกรณีตู้คอนเทนเนอร์หล่นตกทะเลไป เคยเกิดขึ้นจริงนะฮะ ไม่ใช่ไม่เคย) ภาษีศุลกากร กว่าจะมาถึงหน้าร้านขายปลีกนี่ก็เสียไปเยอะแล้วฮะ

ต้นทุนรองเท้าที่มาถึงหน้าร้านขายปลีก หากดูจากรูปประกอบ จะเรียกว่า Landed cost และไม่ใช่แค่นั้น แบรนด์ขายรองเท้าให้ร้านขายปลีกในราคาส่ง (Net sales) ซึ่งโดยทั่วไปคิดเป็น 50% ของราคาป้าย รายได้จริงของแบรนด์นั้นจึงไม่เยอะอย่างที่คิด เมื่อหักต้นทุน (Landed cost) จากราคาขายส่ง (Net sales) แล้ว นั่นคือรายได้ของแบรนด์จริงๆ (Gross margin) ซึ่งเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ในปี 2015 ADIDAS มีรายได้คิดเป็น 48%, NIKE 46% และ ASICS 44%

ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะซื้อรองเท้าจากร้านขายปลีกพวกนี้ แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เยอะมากๆ ในตลาดรองเท้ากีฬา เมื่อเทียบกับการที่ลูกค้าไปซื้อในเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง ซึ่งการคำนวณต้นทุนก็จะแตกต่างออกไป แต่เราจะไม่กล่าวถึงในที่นี้

หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าทำไม ADIDAS ถึงทำเงินได้มากกว่า NIKE ทั้งที่ต้นทุนการผลิตรองเท้าสูงกว่า นั่นเป็นเพราะว่า เปอร์เซ็นต์ที่เห็นนั้นเป็นรายได้โดยรวมจากสินค้าทั้งหมดของแบรนด์ และ ADIDAS ทำสินค้าอื่นๆ เช่น เสื้อ กางเกง ออกมาได้ดีกว่า NIKE และสินค้าพวกนี้ทำกำไรได้มากกว่านั่นเองฮะ Oops! #แอดมินไม่ได้กล่าวไว้

โดยสัดส่วนสินค้าที่ขายได้นั้น NIKE ขายรองเท้า 68% แต่ขายเสื้อผ้าได้แค่ 32% ในขณะที่ ADIDAS ขายรองเท้า 55% ขายเสื้อผ้า 45% และนี่ก็คือคำตอบนั่นเองฮะ ส่วน ASICS นั้นขายรองเท้าเป็นหลักเลยที่ 84% แต่ใดๆ ก็มีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้รายได้ของแบรนด์มากขึ้นหรือน้อยลงได้ด้วย การที่แบรนด์เปิดหน้าร้านเองก็เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ส่วนหนึ่งฮะ

ยังไม่หมดแค่นั้น ยังมีค่าโฆษณา ค่าจ้างพนักงาน ค่าภาษี และค่าอื่นๆ ที่แบรนด์ต้องเสียอีก กว่าจะมาเป็นรายได้สุทธิ (Net income) ก็น้อยลงไปอีก เริ่มเห็นใจแบรนด์รองเท้าขึ้นมาบ้างหรือยังฮะ โดยรายจ่ายหลักๆ เนี่ยก็คงไม่พ้นการทำการตลาดนั่นเองฮะ ในปี 2015 นั้น NIKE ลงทุนไปกับการตลาดประมาณ 10% ของเงินที่ได้จากการขายส่ง ส่วน ADIDAS นั้นใช้ไปถึง 17% เลยทีเดียว

แฟนๆ บางคนให้ความเห็นว่ารองเท้าอาจจะราคาถูกกว่านี้ ถ้าทางแบรนด์เลิกจ้างเหล่าคนดังเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งตอนแรกแอดมินก็เห็นด้วยนะฮะ แต่แหม ถ้าไม่จ้างแล้วรองเท้าจะดังได้ยังไงเล่า ใช่ไหมฮะ

ปี 2015 NIKE ใช้เงินกับการตลาดทั้งหมดประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนที่แบรนด์เสียให้เหล่าคนดัง ดารา ทีมกีฬา รวมกันทั้งหมดนั้นเพียงแค่ประมาณ 30% จากต้นทุนในส่วนของการตลาดทั้งหมด (ประมาณ $5 ต่อรองเท้า 1 คู่ที่ขายราคา $100) ดังนั้นก็แค่ประมาณ $1.50 (52 บาท) เองฮะ ก็ดูไม่เยอะเลยเมื่อเทียบในภาพรวม

ส่วนเรื่องภาษี NIKE จ่ายไป 22% และ ADIDAS จ่ายไป 34% ของเงินที่ได้จากการขายส่ง รายได้สุทธิจึงเหลือแค่ 7.3% สำหรับ NIKE และ 4.1% สำหรับ ADIDAS พูดไปพูดมา อาจจะดูสับสน ลองดูตามภาพสรุปนี้เลยก็ได้ฮะ เข้าใจง่ายดี

หากดูจากภาพแล้วจะเห็นว่า ในการขายรองเท้าราคา $100 (3,500 บาท) นั้น ADIDAS ได้แค่ $2 (70 บาท) เอง ขณะที่ NIKE ยังดูดีกว่าหน่อยได้ $5 (175 บาท) เป็นยังไงกันบ้าง การเป็นบริษัทผู้ผลิตรองเท้าผ้าใบรายใหญ่อาจจะไม่ใช่เรื่องสนุกนักใช่ไหมฮะ

ทีนี้เรามาดูที่พ่อค้าร้านขายปลีกกันบ้าง ได้ราคารองเท้ามาครึ่งๆของราคาป้ายเลย ดูท่าจะรวยแฮะ แต่แท้จริงแล้วเป็นแบบนี้ฮะ

จากตัวอย่างที่ยกมาให้ดู เป็นของร้าน Footlocker ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับทุกร้านค้านะฮะ แต่ก็พอจะบอกคร่าวๆ ได้ว่ารายได้สุทธิของร้านค้าไม่ได้เยอะเท่าไร แค่ $6 (210 บาท) ต่อคู่ เพราะเอาจริงๆ บางทีก็ไม่ได้ขายตามราคาป้ายโดยตรง แต่ต้องมีการลดราคาตามเทศกาลต่างๆ mid-year sale, midnight sale ว่าไป เพื่อจูงใจลูกค้า ไหนจะค่าใช้จ่ายในร้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน ค่าภาษีอีก ก็เหลือพอๆกับแบรนด์นั่นแหละฮะ

แต่ถ้าแบรนด์เปิดหน้าร้านเอง ซึ่งทั้ง ADIDAS, NIKE ก็มีหมด อาจมีรายได้มากกว่าร้านค้าปลีกทั่วไป แต่ก็ไม่เยอะมาก อย่างเก่งก็เพิ่มมา 10% ประมาณนั้น เนื่องจากมีรายจ่ายอื่นๆ ของแบรนด์เพิ่มมาด้วย เช่น ค่าเช่าที่อันแสนแพงในห้างดังๆ ไงล่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างฮะ อ่านแล้วพอจะทำใจกันขึ้นมาได้บ้างหรือยัง แต่แอดมินว่าใดๆ แฟนๆ ก็ไม่ได้สนใจที่ราคากันเท่าไร เพราะมูลค่าของตัวรองเท้านั้น มีมากกว่านั้นเยอะ ทั้งรูปลักษณ์โดนใจ ใส่สบาย ทนทาน และคุณสมบัติอื่นๆ มากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง ที่ทำให้แฟนๆ ตัวจริงยอมควักกระเป๋าจ่ายกันอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง

อัพเดทข่าวสารวงการรองเท้าล่าสุดได้ที่ - www.wilkinswalk.com/blogs/blogger



Leave a comment


Also in Blogger

OFF-WHITE X NIKE ปล่อย AIR FORCE 1 LOW “VOLT”
OFF-WHITE X NIKE ปล่อย AIR FORCE 1 LOW “VOLT”

December 12, 2018

Virgil Abloh เพิ่มไลน์อัพคอลเลกชันใหม่ของ Off-White อย่างคอลเลกชัน The Ten หลังจากที่ได้เผยโฉม Nike Air VaporMax ไปแล้ว งานนี้มาในโทนสว่างกันบ้างกับ Nike Air Force 1 Low ที่มาในสี Volt สุดจี๊ด

อ่านเพิ่มเติม

OFF-WHITE X NIKE ZOOM ปล่อย FLY SP 2 สีใหม่
OFF-WHITE X NIKE ZOOM ปล่อย FLY SP 2 สีใหม่

December 10, 2018

Virgil Abloh และ Nike ร่วมมือกันปล่อยงานคอลแลบโมเดล Zoom Fly 2 สี 2 สไตล์ ในคอลเลกชัน The Ten

อ่านเพิ่มเติม

กลับมาอีกครั้ง ADIDAS YEEZY BOOST 350 V2 “SEMI FROZEN YELLOW” ธันวาคมนี้
กลับมาอีกครั้ง ADIDAS YEEZY BOOST 350 V2 “SEMI FROZEN YELLOW” ธันวาคมนี้

December 08, 2018

หลังจากที่ปล่อยมาแล้วในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว adidas Originals และ Kanye West ร่วมมือกันปล่อย Yeezy Boost 350 V2 Semi Frozen Yellow อีกครั้งในช่วงวันหยุดเดือนธันวาคมนี้

อ่านเพิ่มเติม